มาต่อกันที่ 4 เดือนที่สอง หลังจาก Entry "ความรู้สึกต่อหนังที่ได้ดูในโรง 4 เดือนแรกของปี 52"

ก็มาถึงตอนที่สองครับ ยังคงเป็น Entry ที่บอกเล่า(เตือนความจำผมเอง)ถึงหนังที่ได้ดูในโรงภาพยนตร์

มาตลอด 4 เดือนที่สองครับ ก็มาจัดลำดับความชอบตามเดิม ไม่ได้มีวิเคราะห์เจาะลึกอะไรครับ

เขียนเล่าความรู้สึกเอาง่ายๆครับ ผมแบ่งออกเป็น 4 ระดับ คือ โดนใจ > ชอบ > เฉยๆ > ไม่ชอบ

แต่ 4 เดือนที่สองในปีนี้ ผมไม่มีหนังที่ เฉยๆ และ ไม่ชอบ เลยครับ เย้ โชคดีจริงๆ

มาเริ่มเลยดีกว่าครับ 

 

โดนใจ

Star Trek

ไม่ได้เป็นแฟนหรือติดตาม StarTrek มาก่อน แต่ที่ไปดูเพราะ J.J. Abrams (ผมแฟนซีรี่ย์ LOST ครับ)

ปรากฏตัวหนังสนุกมาก บันเทิงสุดๆ ครบรสจริงๆ จนกลายเป็นว่า ต้องติดตามหนังชุดนี้ต่อไปอีกแน่ๆ

แล้วก็อยากดูซีซันสุดท้ายของ LOST เข้าไปใหญ่...ไม่เกี่ยวกันเลย 

 

Angels & Demons

ผมไม่ได้อ่านหนังสือครับ เพราะ คิดว่าหนังส่วนใหญ่ทำออกมาไม่เท่าจินตนาการของคนอ่านอยู่แล้ว

เลยเลือกที่จะไปดูหนังกอ่นดีกว่า และสำหรับ ตอนที่ Davinci ออกฉายนั้น

ผมก็ชอบ สนุกดี แต่ไม่ได้อะไรมาก คือ รู้สึกทุกอย่างใน หนังตอนที่แล้ว

มันไม่เจ๋งอย่างที่คิด หรืออาจเพราะ คาดหวังสูงไปก็เป็นไปได้ ตอนนี้เลยไม่ได้หวังอะไรมาก

ปรากฏ สนุกมากๆ ลุ้น ตื่นเต้น แม้ผมจะเดาตัวผู้ร้ายออก ซึ่งน่าจะทำให้ความสนุกลดลง

แต่ความเพลินและสนุกของหนังก็ทำให้ลืมจุดนี้ ที่สำคัญ Soundtrack

ที่เป็น Score ของหนังเรื่องนี้ เพราะมากๆๆๆๆ ประพันธ์โดย Hans Zimmer

ทำให้หนังสวย อลังการ ตื่นเต้นได้ตลอด ประเด็น"วิทยาศาสตร์ กับ ศาสนา" ก็โอเค

 

Up

สำหรับผม การ์ตูนค่ายนี้ มีแค่ "ชอบมาก" กับ "ชอบน้อยกว่าเรื่องก่อนๆ แต่ไม่ใช่ไม่ชอบนะ"

มันมี แค่ 2 คำตอบนี้จริงๆ  เรื่องนี้ก็ ซึ้ง ฮา น่ารัก ขำ มีความสุข อื่มใจมากครับ

ในส่วนของการ์ตูน Pixar ที่ผมเทใจให้มากที่สุด ยังคงเป็น Monters, inc. กับ Wall E ครับ

ปล. เสียดายนิดที่ 3D เรื่องนี้ ลอยออกมาน้อยมากถึงมากที่สุด

 

The Departures (Okuribito)

อยากดูมากๆๆๆๆๆ ตั้งแต่ได้ดูตัวอย่าง ไม่ใช่เพราะตัวหนัง แต่เพราะ Joe Hisaishi

ที่ทำ Soundtrack ให้หนังหลายๆเรื่อง แล้วผมหลงรักงานดนตรีของเขาทุกเรื่อง

เพราะดนตรีของลุง Joe แก จี๊ดทุกครั้งที่ได้ฟัง เพราะมากๆๆๆ

พอหนังเข้าฉายที่ญีปุ่น แล้วเห็นทำเงินที่ญี่ปุ่นถล่มทลาย แถมเป็นตัวแทนส่งไปชิงออสการ์

แล้วยังคว้าออสการ์กลับมาอีก ทำให้ความอยากดูเพิ่มถึงขีดสุด ตอนแรกไม่คิดว่าไทยจะเอามาฉาย

พอเห็นทาง เอเพ็กซ์มีรอบ เลยต้องไม่พลาด แต่กว่าจะได้ดูก็นึกว่าจะไม่ได้ดูในโรงซะแล้ว

แล้วก็ตามคาด หนังตามสูตรหนัง Feel Good ขายความประทับใจ มาพร้อมสไตล์ขำนิดๆ ซึ้งเยอะๆแบบนี้

ก็ได้ใจไปเต็มๆ ทั้งเนื้อหา การแสดง ประเด็นหนัง และดนตรีประกอบ ที่ดูจบต้องขอเปิดฟังทั้งวัน

ปล. หลังจากไม่ได้ร้องไห้เพราะความประทับใจกับหนัง Feel Good มานาน ก็มีเรื่องนี้แหละ ที่ทำได้

 

Ponyo on the Cliff (Gake no ue no Ponyo)

เป็นแฟน Studio Ghibli และนี่เป็นครั้งแรก ที่จะได้ดูการ์ตูนค่ายนี้ ในโรงภาพยนตร์

บอกกับตัวเองว่า จะไม่พลาด โดยเด็ดขาด เมื่อได้ดูก็ไม่ผิดหวัง งานภาพที่ใช้สีน้ำและสีไม้วาด

ออกมาสวย สบายตามาก เนื้อหาอาจจะเด็กไปนิด แต่ภาพจินตนาการต่างๆของค่ายนี้ ยังคงสุดยอด

แม้จะมีเนื้อเรื่อง เนื้อหาที่เด็กๆ(แต่เป็นเด็กที่แอบแก่แดดไปนิดนะ 555 )

แต่ก็ยังไม่ทึ้งลายเซ็น Hayao Miyazaki ที่ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่อง

ธรรมชาติ จิตวิญญาณ ความเชื่อ และเทพเจ้า ไม่มากก็น้อย

ถึงเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ยอดเยี่ยมแบบงานเก่าๆของอาจารย์คนนี้

แต่ส่วนตัวก็ชอบครับ โปเนียว น่ารักมากๆๆ ภาพสวยสุดๆ สบายตา สดใสมาก

และ Soundtrack เยี่ยม แน่นอนครับ ผลงานจากของลุง Joe Hisaishi นั่นเอง อิอิ

(ไม่รู้ลำเอียงหรือเปล่า หนังโดนใจ เป็นผลงานลุง Joe Hisaishi ทั้ง 2 เรื่องเลย Ponyo, Departures )

 

ชอบ

สาระแนห้าวเป้ง!!

เป็น 1 ในรายการไร้สาระ ที่ค่อนข้างชอบ พอขึ้นจอใหญ่แบบนี้ ก็เลยอยากลองดูว่า จะทำออกมายังไง

ในส่วนของการนำเสนอค่อนข้างพอใจกับ การคิดให้มีเนื้อเรื่อง ไม่ใช่แค่เหมือนดูทีวี แล้วมาขึ้นจอ

ทำให้หนังดูมีอะไรมากกว่าที่คิด และโอเคทีเดียว  ส่วนความฮา ก็โอเค ตลก ฮาในระดับหนึ่ง

ไม่ได้รู้สึกว่า เสียดายเงินในจุดนี้อะไร ถึงจะรู้สึกว่า บางตอนในทีวีมันฮากว่านะ

และมุขที่จะมี หอยกับเปิ้ล มาขั้นๆ ส่วนใหญ่แป้ก  แต่เอาเถอะ ถือซะว่าทำอะไรแปลกแก่วงการหนังไทย

ปล. เรื่องหม่ำ ผมเฉยๆ ไม่ได้สนใจ เพราะ ต่อให้มีเหตุการณ์นี้ หรือไม่มี ถ้าอยากดูก็ดู ไม่อยากก็ไม่ดูครับ

แผนโปรโมตแบบไหน ก็ช่วยให้ผมตัดสินใจ ว่าจะดู หรือ ไม่ดู ไม่ได้ครับ

แต่ส่วนตัว เชื่อว่า เรื่องหม่ำ....... โปรโมต แน่นอน 555  

 

ม. 3 ปี 4 เรารักนาย

อยากดูเรื่องนี้ เพราะ เห็นว่าถ่ายที่ ภูเก็ต แล้วตอนนั้น เพิ่งไปภูเก็ตได้ไม่นาน

เลยกระแดะครับ   อยากดูแค่นี้จริงๆ รวมๆบทหนังดู หลุดๆ หลอกๆ ไม่ค่อยสมจริง

แต่เชื่อว่า กว่า 70% ของคนที่ได้ดูเรื่องนี้ จะต้องหลงรัก น้องแจม ถ้าทนเสียงแหลมๆของน้องได้นะ 555

เพราะ ในดารานำ 4 คน เธอคือคนเดียวที่ทำหนังให้ดูสนุกและสดใส ( บัว ยังถูก แจม ขโมยซีนอะ  )

เพลงประกอบเพราะดี แต่เปิดกรอกหูซ้ำๆบ่อยไปหน่อย ถ่ายภาพสวย จนเหมือนดูมิวสิควิดีโอ

ป้าจุ๊ กับ คุณเพ็ญพักตร์ ยังคงให้การแสดงที่ดี แม้จะไม่ได้แสดงฝีมืออะไรมากมาย

รวมๆผมชอบครับ ถึงหนังจะดูลูกกวาด แต่ผมว่าก็เพลินๆ น่ารัก ขำๆ เศร้านิดๆ และก็ "แจม"

 

Drag Me to Hell

เมืองนอกคำวิจารณ์ดีมากๆๆ แต่ผมเฉยๆไม่ได้อยากดูอะไรมาก

แต่ได้ดู เพราะ เพื่อนอยากได้โปสเตอร์ New Moon  เอาเถอะ เพื่อนสมัยป.ตรีด้วย

ไม่ได้เจอกันนาน ไปดูด้วยก็ได้ เพราะ หนังได้คำวิจารณ์ดี น่าจะโอเคแหละ

ปรากฏหนัง ฮาสยอง นึกถึงหนังไทยก็แนวๆ "บุปผา ราตรี" สรุป คือ ชอบครับ ทั้งขำ ฮา น่ากลัว ตกใจ

ไม่ต้องมีประเด็นหรืออะไรให้คิดมากทั้งสิน ง่ายๆตรงๆ จริงใจนี่แหละ มันเลยสะใจคนดูและนักวิจารณ์มั้ง

หนังไม่มีอะไรเกินคาดเดา แม้กระทั่งจุดหักมุม แต่ไม่คิดว่า จะจบแบบนี้ เลยทำเอา อึ้งปนสยองไปนิดนึง

 

17 Again

คือเป็นหนังสูตรสำเร็จอีกเรื่อง แต่ทำออกมาได้ลงตัว ทั้งขำ ซึ้ง ได้ข้อคิด

และเพื่อนพระเอกยังขโมยซีน เรียกเสียงฮาได้ตลอด ชอบมุข Lord of the Rings

แต่หนังที่ว่าด้วยเรื่องของครอบครัวสไตล์แบบนี้ ผมยังเทใจให้กับเรื่อง Freaky Friday มากกว่า

 

Ice Age: Dawn of the Dinosaurs

เป็นภาคที่ไม่ค่อยมีอะไรมากทำออกมาโกยเงินว่างั้นแหละ เนื้อหาก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไร

นอกจาก ฮา เป็นภาคที่ผมว่า ฮา มากที่สุดแล้ว หรือเป็นคนเส้นตื้นก็ไม่รู้ ชอบตรงฮานี่แหละ

เรื่องนี้ได้ดูแบบ 3D ก็โอเค รู้สึกว่า 3D มากกว่า UP หน่อย

 

Harry Potter and the Half Blood Prince

เกือบจะให้เป็น โดนใจ ไปอ่านความเห็นในบางเว็บ เห็นคนไม่ชอบเยอะเหมือนกัน

เห็นแฟนๆหนังสือก็ออกมาบ่นตามเคยว่าตัดนู้นตัดนี่ ไอ้นี่ไม่น่าตัด ใส่ไอ้นี่มาทำไม ตามเดิม

ผมคิดว่า จริงๆหนังทุกภาคมันก็ลงตัวในแบบของมันนะ เห็นแฟนหนังสือบอก ตรงนี้ตัด

แล้วภาคหน้าจะทำยังไง มันมีความสำคัญนะ แต่ผมก็เห็นหนังยังต่อเรื่องราวได้จนมาถึงภาค 6 แหละ 

ภาคนี้รวมๆผมว่าภาคนี้สนุกดี จริงจังๆ มีเรื่องราวความรักในวัยรุ่น(มีฮาๆด้วย  )

แม้จะไม่ได้อ่าหนังสือ ก็รับรู้ได้ว่า ตัด โดยเฉพาะ ปมของชื่อตอน..."เจ้าชายเลือดผสม"...

คือ หนังเฉลยปมแบบ คนดูรู้สึกว่า "แค่เนี่ยะ" "แล้วไงอะ" ไม่ได้รู้สึกถึงความสำคัญเลย

เป็นจุดที่ผมหักแต้ม เพราะ ในแต่ละภาค ชื่อตอน จะเป็นปม ที่น่าสนใจ ภาคนี้ก็อย่างที่เล่าไปอะครับ

อีกอย่าง ภาคนี้บรรดานักแสดงหลัก 3 คน นอกจาก Daniel Radcliffe ก็เล่นได้มาตรฐานต่ำลงยังไงไม่รู้

แต่ดาราประกอบคนอื่นกับดูดีขึ้น โดยเฉพาะ Tom Felton (Malfoy) ที่ภาคนี้ได้โชว์ฝีมือการแสดง

ปล. ภาคที่ผมชอบมากที่สุดยังคงเป็นภาค 3 รองมาก็ 6, 5, 4, 2, 1

 

หนีตามกาลิเลโอ

เป็นหนัง GTH ที่ตั้งตารอดูมากที่สุดของปีนี้ (มากกว่า 5 แพร่งซะอีก)

แต่แล้วก็ผิดคาด ไม่ได้ผิดหวัง แต่หนังไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เพราะ ก่อนดูคิดว่า

หนังจะมาเป็น Feel Good แบบ GTH ขนานแท้ นั่นก็คือ ขำๆ และค่อยมา ซึ้งๆ จี๊ดๆ

ลองนั่งไล่ชื่อหนังวัยรุ่นส่วนใหญ่ของ GTH ที่ดังๆ จะเป็นอย่างที่ว่าทั้งหมดครับ เหอๆ

แต่เรื่องนี้มีความเป็นดราม่าสูง(แต่เป็นดราม่าที่มองโลกแบบ GTH เหอๆ  )

ฉากตลกน้อยมากครับ เป็นหนัง Coming of Age ที่ผสม Road Movie

ถึงหนังจะดูเรื่อยๆ เอื่อยๆ รวมๆก็ยังชอบครับ มีจุดติก็คือ ผมรู้สึกหนังถูกแบ่งเป็นช่วงๆ ฉากๆ

แต่ละครั้งบนจอ ดูเหมือนมันแยกๆกัน ไม่รวมเป็นเนื้อเดียว และยังไม่ค่อยชอบบทสรุปตอนท้ายๆ

เพราะ ยังรู้สึกไม่ค่อยเต็มอิ่มกับบทเรียนของ "เชอร์รี่"

ว่าเธอโตขึ้นและยอมรับผิดกับปัญหาและสิ่งที่เธอทำเท่าไรเลย

---------------------------

หมดแล้วครับ เดี๋ยว 4 เดือน(สุดท้าย)ของปี 52 จะมารายงานอีกครั้งนะครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ไม่ได้ดูหนังโรงมานานมากแล้วครับ
ที่อยากดูก็เรื่อง ม.3 ปี 4
ดูแล้วคงจะนึกถึงตอนเป็นวัยรุ่น ^^confused smile

#1 By Wap!idea on 2009-09-06 00:46

อ่านแล้วอยากดู Drag me to hell แฮะ

#2 By SkyKiD on 2009-09-06 00:58

มี Drag Me to Hell ที่ยังไม่ได้ดูอะ

#3 By NOOPLOY^-^ on 2009-09-06 01:00