เฮ้อ ผ่านไปจะ 4 เดือนแล้ว เร็วจริงๆ ขอมาสรุปหนังที่ผมได้ดูในโรงไป ก็รวม 14 เรื่อง

สำหรับผมก็ถือว่าไม่มากไม่น้อย หากเทียบกับสภาวะปรกติของการดูหนัง ในเมื่อสมัยเรียนมัธยมกับปริญญาตรี

ที่ได้ดูไปก็มี Madagascar: Escape 2 Africa, ความสุขของกะทิ, High School Musical 3: Senior Year,

Milk, A Moment in June, The Curious Case of Benjamin Button, The Reader,

Confessions of a Shopaholic, Slumdog Millionaire, ความจำสั้น แต่รักฉันยาว,  Bolt, ก้านกล้วย 2,

Knowing, Monsters vs. Aliens in 3D

ก็มาจัดลำดับความชอบเหมือนเคยครับ ความชอบของผมจะมีออกเป็น 4 ระดับ คือ

โดนใจสุด > ชอบ > เฉยๆ > ไม่ชอบ

 

โดนใจ

ความสุขของกะทิ

หนังเต็มไปด้วยฉากประดิดประดอย ปรุงแต่งฉากและการดำเนินเรื่องให้ทุกๆอย่างออกมาสวยงามเกินไป

จนคนดูรู้สึกได้ว่ามันไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ อีกทั้งความสัมพันธ์ของตัวละครที่เข้ามาในครอบครัวของกะทิ

นอกจาก พี่ทอง เพื่อนๆที่โรงเรียน ตา ยาย และ แม่ คนอื่นๆที่เหลือที่เข้ามานั้น

ดูจนจบก็ไม่รู้ว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกันยังไง เพราะหนังไม่ได้บอกหรือสื่อออกมาให้เข้าใจได้เลย

คนดูจะรู้ได้ ก็ต่อเมื่อได้อ่านเรื่องย่อ หรืออ่านหนังสือ มาก่อน แล้วแบบนี้จะทำหนังมาเพื่ออะไร

หากต้องไปหาหนังสือหรือให้ไปอ่านอะไรมาก่อน เหอๆ หนังสอบตกในจุดนี้ครับ

ถึงผมจะเปิดด้วยจุดด้อยของหนัง แต่ผมก็ยังชอบจนถึงขั้นโดนใจหนังเรื่องนี้ครับ

ชอบที่หนังมันให้อารมณ์เรื่อยๆสบายๆ แต่ดูแล้วผมเต็มไปด้วยความรู้สึกของความรักในครอบครัว

และการเติบโตและเรียนรู้จากการสูญเสียของเด็กคนนึง แอบเสียน้ำตาไปให้น้องกะทิด้วย

 

Milk

ตัวหนังทำออกมาค่อนข้างเหมือนกำลังดูสารคดีมากไปหน่อย แต่ก็ทำออกมาได้ลงตัวดี

ช่วงแรกๆของหนัง ผมว่ามันดูเอื่อยๆไปนิดนึง การแสดงไม่ต้องพูดถึงครับ เล่นได้เด็ดกันทุกคน

ผมมาเริ่มสนุกกับหนังก็ตอน Cleve Jones โผล่มา ซึ่งบทนี้แสดงโดย Emile Hirsch พระเอก Speed Racer

ที่ต้องขอใช้คำว่า แสดงได้ แรดมากครับ และยังมี  Diego Luna ที่คาดไม่ถึงว่าจะแรดได้ไม่แพ้กัน

เพลงประกอบในหนังก็เพราะ ภาพในหนังก็สวยดี ตอนแรกคิดว่าคงไม่เสียน้ำตาอะไร

เพราะก็รู้กันอยู่แล้วว่าเรื่องจะจบยังไง(หากได้อ่านประวัติของฮาร์วี่ มาก่อน)

แต่ดูๆไปก็เพลินและรู้สึกร่วมไปกับตัวละคร มารู้ตัวอีกที ใกล้ๆจบ น้ำตาซึมๆครับ

หนังทำออกมาถึงอารมณ์เศร้าได้พอสมควรเลยครับ โดยเฉพาะคำพูดช่วงสุดท้ายของหนัง ที่ผมชอบมากๆๆ

ที่เป็นคำพูดในเรื่องของ "ความหวัง" ที่ไม่ได้เฉพาะกับกลุ่มพวกรักเพศเดียวกันเท่านั้น

แต่ยังรวมถึง คนพิการ คนที่มีผิวต่างกันและเชื้อชาติต่างกันอีกด้วย

 

The Reader

แม้ครึ่งแรกจะไม่มีอะไรให้ติดตาม นอกปมนิดหน่อยและฉาก "อ่านหนังสือ"

และรู้สึกว่าหนังถ่ายทอดออกมาไม่ค่อยดี ในแง่ความสัมพันธ์ของพระ-นาง

ทำให้ดูจบแล้ว ก็ยังไม่รู้สึกว่าทั้งสองคนรักกัน เหมือนจะชอบใน "ลีลาการอ่านหนังสือ"

ออกไปทางตัณหาของสาวแก่กับเด็กหนุ่ม มากกว่าความรัก แต่ผมก็ยังโดนใจนะ

โดยเฉพาะในส่วนของครึ่งหลังที่เล่นเอาเปลี่ยนจากครึ่งแรกไปเลย

หนังเต็มไปด้วยอารมณ์ต่างๆของตัวละคร เฉลยปม และตั้งคำถามที่เกิดขึ้นในใจคนดูว่า

หากเป็นเราจะทำยังไง จนนำไปสู่บทสรุปที่เล่นเอาผมเสียน้ำตาไปเลยทีเดียว

 

Slumdog Millionaire

โดนใจตั้งแต่ได้ดูตัวอย่างหนังครั้งแรก อยากดูมากๆๆ แล้วหลังจากนั้นเมื่อเข้าช่วงเทศกาลประกาศรางวัล

หนังก็เริ่มทยอยกวาดรางวัลกลับบ้านไปอีก เพิ่มความอยากดูไปอีกเท่าตัว พอเข้าบ้านเราก็เลยไม่พลาดครับ

เมื่อได้ดู ต้องยอมรับครับว่า เป็นหนังรางวัลที่ดูง่ายและดูสนุก เดินเรื่องไม่น่าเบื่อ แม้จะสูตรสำเร็จ

แต่หนังเอาผมอยู่ มีครบทุกอารมณ์ ขำ ซึ้ง ตื่นเต้น เทคนิคการนำเสนอ เพลงประกอบลงตัวมากๆครับ  


Bolt

คาดหวังความซาบซึ้งประทับใจสไตล์คนกับหมา และดิสนีย์ปะหัวมาอีก คงไม่ผิดคาดอะไร

ปรากฏผิดคาดครับ คือ หนังมีมุขตลกเยอะ จุดซาบซึ้งระหว่างคนกับสัตว์ไม่เน้นมากเหมือนที่คิด

แต่กลับไปเพิ่มประเด็นมิตรภาพระหว่างสัตว์ด้วยกันเองของ หมา แมว หนู

ซึ่งส่วนมาก เจ้า 3 ตัวนี้ มักจะถูกสื่อออกมาให้เป็นคู่กัดกันซะส่วนใหญ่

เสียดายอย่างยิ่ง ที่เมืองไทย ไม่เอา 3D เรื่องนี้เข้ามาฉาย อย่างที่โฆษณาไว้  

 

ชอบ

Madagascar: Escape 2 Africa

ยังคงขำและสนุกอยู่ หนังยังคงมีประเด็นเรื่องมิตรภาพสอดแทรกอยู่

โดยรวมผมว่า ก็สนุกสูสีกับภาค 1 แต่ ผมชอบมุขที่ล้อหนังของภาค 1 มากกว่าหน่อย

ภาคนี้รำคาญคุณยายมหาภัย ที่ออกมาบ่อยเกิน เหอๆ

ยังไงก็รอดูภาค 3 ครับ เห็นว่า จะได้กลับถึง Central Park Zoo ที่ New York กันสักที

 

High School Musical 3: Senior Year

ติดตามจากเวอร์ชั่นหนังทีวีมาตลอด พอทำเป็นหนังใหญ่ก็ไม่พลาดครับ

คงไม่มีอะไรให้พูดถึงนัก เพราะเนื้อหาตามล่าหาฝันของหนุ่มสาววัย Tween หัวเลี้ยงหัวต่อ

เรื่องเกิดในโรงเรียน ที่กลุ่มนักเรียนมีแต่คนหน้าตาดีๆ มีงานพรอม มีความรัก เกิดการเข้าใจผิด

สับสนกับต้องการของตัวเอง ปิดบังพ่อแม่ คลอไปกับเพลงประกอบที่ติดหู แม้จะฟังรอบแรก

สูตรสำเร็จหนังแนวนี้ เจาะกลุ่มตลาดวัย Tween ที่ไม่คิดมากอย่างเต็มที่

ซึ่งหนังก็ทำได้ตามจุดประสงค์ครับ เหอๆ

 

Confessions of a Shopaholic

หนังค่อนข้างคล้ายๆกับ Devil Wears Prada เหมือนกัน คือ เอาตัวละครหญิงเป็นตัวเอก

โดยมีประเด็นเกี่ยวกับแฟชั่นเป็นหน้าหนัง แต่เนื้อหาด้านในสื่อถึงเรื่องการใช้ชีวิตและความรัก

จะตรงกันข้าม ก็ตรงที่หนังเรื่องนี้ทำออกมาคอมเมดี้และดูเนื้อหาเบาๆกว่า "นางมาร"

และก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้หญิงกับแฟชั่นพร้อมข้อคิดตอนท้ายที่คาดเดาได้ รวมไปถึงเพลงประกอบเพราะๆ

ก็ยังคงเป็นเสน่ห์ ที่ทำให้ผมเองสนุกไปหนังเรื่องนี้(และหนังแนวๆนี้อีกหลายๆเรื่อง)ครับ

 

ความจำสั้น แต่รักฉันยาว

ตอนแรกคิดว่าจะเน้นเป็นความรักดราม่าจริงจังหน่อย(อยากดู) แต่สุดท้าย GTH ขนาดแท้ครับ

หนังเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ระหว่างทางก็จะมี มุขตลก ฉากจี๊ดๆเรียกน้ำตา และดารารับเชิญ(จากในค่าย)

ก่อนจะตบท้ายด้วยความประทับใจ ซึ่งผมก็ไม่พลาด เสียน้ำตาให้นิดนึง ตรงเพลงของป้าเบิร์ดนี้แหละ

ต้องยอมรับว่า เพลงนี้เปิดมาได้ถูกจังหวะ ถูกเวลา เข้ากับหนังและบทสรุปของเรื่องเป็นอย่างมาก

จากที่ตอนฟังเพลงนี้ครั้งแรก เป็นเพลงเพราะ เพลงนึง แต่พอได้มาฟังตอนนี้หรือหลังจากดูหนัง

ภาพของหนังจะปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ ฉากต่างๆของลุงจำรัสและป้าสมพิศ

 

ก้านกล้วย 2

ชอบภาค 1 มาก ภาคนี้ก็เลยไม่พลาดครับ สำหรับภาคนี้ ส่วนตัวคิดว่าความเป็นดราม่า

และความผูกพันกับตัวละครแบบภาคแรกน้อยลงไปเยอะเหมือนกันครับ ไม่ค่อยผูกพันกับตัวละคร

อาจจะเพราะเหมือนปูพื้นมาแล้ว ภาคนี้เลยไปเน้นฉากและเหตุการณ์ต่างๆที่ต้องเจอไปแทน

ผมเองดีใจมากๆคนไทยทำได้จริงๆ ส่วนตัวผมให้คะแนนดีกว่าภาคแรกทุกๆด้าน

แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนดูนิดนึงว่า ภาคนี้ออกจะรุนแรงกว่าภาคที่แล้ว และเป็นแนวแฟนตาซีไปเลย

ไมได้ออกประวัติศาสตร์ อย่างในภาคที่แล้วนะครับ แต่ก็คิดว่าบทดูลื่นไหลและลงตัวกว่าภาคแรก

มุขโดยรวมไม่แป๊กแบบภาคแรก โดยเฉพาะแก๊งช้างน้อย เรียกเสียงฮาได้ตลอด

ฉากซึ้งๆ ประทับใจก็มีมาให้เรื่อยๆ แม้ผมจะไม่จี๊ดเท่าภาคแรก แต่ก็ทำเอาน้ำตาซึมๆครับ

ภาพสวยกว่า แอ๊กชั่นมากกว่า ฉากพระนเรศวรต่อสู้แบบเท่ห์มาก ก้านกล้วนสู้แบบองค์บากเลย

โชว์ฉากเตะต่อย ระเบิดป่า เผากระท่อมกันสุดฤทธ์ ดนตรีและเพลงประกอบก็เพราะ

เสียงพากย์ก็ดีกว่าเดิมครับ จะมีติก็คือตัวละครยังคงดูลอยๆจากฉากหลังอยู่ แต่ก็ไม่ถึงกับขัดตาอะไร

ไปเจอข่าวว่า กันตนาเดินเครื่องการ์ตูนเรื่องต่อไป เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

และมีแผนว่าจะพยายามสร้างการ์ตูนไทยๆให้เข้าได้ ปีละ 1 เรื่อง ผมก็ขอรอดูและให้กำลังใจครับ

ยิ่งดูจากก้านกล้วยภาคนี้แล้ว ก็เห็นการพัฒนาการที่น่าปรบมือครับ เหลือความหวังที่บทอย่างเดียว

ก็ขอให้พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆครับ  

 

Knowing

รวมๆสนุกดีครับ ตัวอย่างออกมาดู ตื่นเต้นระทึก แต่เอาเข้าจริง ตัวหนังออกไปทาง ดราม่า

หนังมีบรรยากาศและการเดินเรื่องคล้ายๆหนังของ M. Night Shyamalan

(หนังของ M. Night Shyamalan ผมชอบ Signs กับ The Village มากๆๆเลยครับ )

โดยเรื่องนี้ จะเอาประเด็นวิทยาศาสตร์ไปมองในประเด็นศาสนา แต่คิดว่ายังทำได้ไม่ลงตัวนัก

ส่วนที่ต้องยอมรับว่าทำออกมาได้ดี คือ ฉากวินาศสันตะโร ที่เล่นเอาขนลุกและรู้สึกกลัวไปด้วย

แต่ผมตกใจนิดนึง กับฉากหายนะตอนท้ายของเรื่อง แบบว่า โอ้ว  ภาพในหนังตอนนี้

เหมือนมันหลุดออกมาจากความคิดสมัยมัธยมของผมเลย คือ ผมเคยเขียนบทหนังเล่นๆสมัยมัธยม

ด้วยบทประมารแบบนี้แหละครับ แต่บทของผมไม่ได้มีมุมมองศาสนานะ

ของผมเน้นประเด็นหายนะครั้งสุดท้ายแบบในหนังอย่างเดียวเลยครับ

แถมจบด้วยฉากพระเอกกับครอบครัวยืนกอดกันด้วย เหอๆ

 

Monsters vs. Aliens in 3D

 

อารมณ์หนังเรื่อยๆไปหน่อย ไม่ค่อยตลกอย่างที่คาดไว้ ทั้งที่จริงๆหนังก็ดูจะมีมุขเยอะเหมือนกัน

ผมชอบมุขเสียงกรี๊ด กับ ฉากที่มีประธานาธิบดีและบ็อบ เท่านั้น ที่เหลือแค่ยิ้มๆ ยิ้มแห้งๆด้วย เหอๆ

ฉากแอ็กชั่นเยอะเหมือนกัน แต่ก็รู้สึกว่าไม่ได้มันส์อะไร ข้อคิดก็โอเค แต่ประเด็นของหนัง

เรื่องการตัดสินคนให้ดูที่ภายในไม่ใช่ภายนอก หรือ ทีมเวิร์ค อะไรแบบนี้

ผมคิดว่าประเด็นแบบนี้มันเกร่อทำออกมาเยอะ และเรื่องนี้ทำได้ไม่ค่อยถึง เลยไม่ค่อยอิน

แต่แนะนำว่า เรื่องนี้ หากจะดู แนะนำ แบบ 3D ครับ เพราะ 3D เรื่องนี้แจ่มมากครับ

ฉากตีปิงปอง ฉากระเบิด ฉากอวกาศ กับเจ้าบ็อบยื่นตา สวยงามและเด็กๆในโรง(ตัวผมด้วย)

กรี๊ดกราด ตื่นตา ตลอดเรื่องเลยครับ หากไม่ได้ 3D ช่วยไว้ ผมอาจจะลดหนังเรื่องนี้เหลือ เฉยๆ ไปแทน

และถ้าไม่ได้ 3D ผมคิดว่า  ก้านกล้วย 2 ที่เป็นการ์ตูนและกำลังฉายอยู่เหมือนกัน ดูสนุกกว่า

 

เฉยๆ

A Moment in June: ณ ขณะรัก

ชอบวิธีการนำเสนอที่หลอกคนดู โดยเอาหนังซ้อนละครเวทีมากๆครับ

ภาพถ่ายสวยมาก ได้อารมณ์เหงาๆ แบบหนังของหว่องกาไวตามที่ผู้กำกับอยากจริงๆ

ดนตรีเพราะมาก ดาราโดยเฉพาะรุ่นใหญ่แสดงดีมาก แต่

ผมก็ขัดใจกับบทสนทนาในเรื่องมากๆๆๆ เช่นกัน  จนที่น่าจะชอบเรื่องนี้ กลายเป็นเฉยๆ

เพราะ ในเรื่องบทสนทนานั่นเองทำให้ไม่ค่อยอินไปในทันทีครับ เพราะ ทั้งเรื่อง บทสนทนาดูแปลกๆ

ไม่ค่อยเหมือนคนธรรมดาทั่วไปใช้กัน เหมือนเป็นภาษาเขียนซะมากกกว่า

อ้อ จากตอนแรกชอบเพลง ความคิด เพลงที่ใช้โปรโมต แต่พอได้ดูหนังจบ

เพลง 20202 ที่เปิดในเรื่องลงตัวมากๆๆครับ ชอบฉากนี้มากเลยครับ

ให้ความรู้สึกแบบเดียวกับตอนดู Magnolia และตัวละครร้องเพลง Wise Up เลยครับ

แต่ส่วนที่ชอบในเรื่องนี้ ก็ยังคงถูกกดด้วย บทสนทนา นั่นแหละครับ เหอๆ

 

The Curious Case of Benjamin Button

ภาพสวย ข้อคิดดี ดนตรีประกอบเยี่ยม เมคอัพเจ๋งมากๆ แต่หนังเรื่อยๆมากเกิน

จริงๆดูได้นะ หนังเรื่อยๆเอื่อยๆเนี่ยะ รวมถึงรำคาญเสียงเล่าของตัวละคร

ซึ่งผมว่าหนังน่าจะปล่อยให้คนดูได้ซึมซับกับความนึกคิดตัวละครมากกว่า

ไม่น่าเล่าๆๆ แบบ เธอรู้สึกอย่างนั้น ผมคิดอย่างนี้ หนังก็เนิบๆ ไม่มีจุดไคลแม็กซ์

คลอไปกับเสียงเล่าเอื้อยๆ เลยยิ่งเหมือนกับไปฟังนิทาน เข้าไปใหญ่ ก็เลยมีอาการเบื่อเป็นช่วงๆบ้าง

แต่ด้วยความที่หนังมีประเด็นดีๆที่โดดเด่น และชอบตัวละครของ Tilda Swinton มากๆ

ทำให้ท้ายที่สุดดูจบ ก็ยังไม่ถึงขั้นไม่ชอบ หรือเสียดายเงิน

 

ปล.หนังเดือนนี้ที่อยากดูแต่ไม่รู้จะได้ดูหรือเปล่า หรือไม่ก็รอไปดูเดือนหน้าเลยก็มี

Twentieth Century Boys : Chapter Two

The Haunting in Connecticut

สาระแนห้าวเป้ง!!

ม. 3 ปี 4 เรารักนาย

X-Men Origins: Wolverine

K-20: Legend of the Mask

อีก 4 เดือนเจอกัน กับ หนังในไตรมาสที่ 2 นะครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โห กะจะ4เดือนอัพทีเลยเหรอนี่

อ่านจนจบแล้ว บางเรื่องน่าสนใจกว่าที่คิดไว้แฮะ แต่คงต้องรอแผ่นแล้ว

สำหรับเรา ก้านกล้วย2 ดีกว่าภาคแรกในด้านภาพ ส่วนบท เราจำภาคแรกไม่ค่อยได้แล้ว แต่ไม่ค่อยชอบเรื่องความไม่สมจริงในภาคนี้เท่าไหร่ หรือเพราะเราไม่ได้ดูหนังนานจนเกินไปก็ไม่รู้สิ

Bolt เป็นหนังที่ชอบมากๆ ให้มุมมองที่น่าสนใจหลายๆเรื่อง confused smile

ปล.ยังไม่แน่ใจเลยว่า Twentieth Century Boys 2 จะได้ไปดูในโรงรึเปล่า เมื่อวานเห็นหนังกำลังอยู่ในโรงเลย sad smile(ลืมสนิท) ส่วน Wolverine เป็นหนังที่เล็งไว้ว่าจะไม่พลาด confused smile แต่จะได้ดูมั้ยต้องดูเวลาอีกทีbig smile

#1 By SkyKiD on 2009-04-23 05:50

Slumdog Millionaire < ดีมากๆ เพลงเพราะมากด้วย สมแล้วที่ได้รางวัล

Bolt < พลอยเซ็งมากที่ไม่มี 3D

ความจำสั้น แต่รักฉันยาว < เปิดเพลงถูกเวลาจริงๆ น้ำตาไหลพรากเลย

ก้านกล้วย 2 < ชอบภาพ แต่พลอยว่าไม่ค่อยขำอะ ไม่ชอบที่เนื้อเรื่องแนวแฟนตาซีแบบนี้ด้วย

Knowing < เป็นเรื่องที่ดูแล้วไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ รู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผลเลยอะ

Monsters vs Aliens 3D < เราว่าตลกดีนะ ชอบ 3D มากๆๆๆๆ

The Curious Case of Benjamin Button < เนื้อเรื่องเอื่อยๆแต่ภาพสวยดี


ปล.ไว้วันไหนชวนกันไปดู X-Men Origins: Wolverine ดีไม๊ ส่วน Twentieth Century Boys : Chapter Two เราคงคิดหนัก เพราะไม่ชอบภาคแรกอะ

#2 By NOOPLOY^-^ on 2009-04-23 23:59

Confessions of a Shopaholic

อ่านละหนุกดี

#3 By Arcobaleno on 2009-04-25 12:54